ประกันภัยรถยนต์มีประโยชน์อย่าง
ประโยชน์ของการทำประกันภัยรถ
1.เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ประกันพร้อมที่จะช่วยเหลือ
หากเราเกิดอุบัติบนท้องถนน เราสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากประกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง
2.แบ่งเบาค่าซ่อมรถทั้งของเราและคู่กรณี
ไม่ต้องกังวลว่าเราจะต้องสำรองจ่ายก่อนเพราะประกันจะช่วยดูและในส่วนของค่าซ่อมเราและคู่กรณีให้
3.มีค่ารักษาพยาบาลให้ ไม่ต้องสำรองจ่ายเอง
ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแล้วเราได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย ประกันภัยจะมีค่ารักษาพยาบาลของคุณและคู่กรณีให้ตามวงเงินที่ระบุไว้ในสัญญาทำให้เราลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้ค่อนข้างมาก
4.คุ้มครองเมื่อรถหาย หรือเกิดเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม
สำหรับประกันรถยนต์ชั้น 1 และ 2+ ในกรณีที่รถหาย เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้รถ น้ำท่วม หรือถูกโจรกรรมจากมิจฉาชีพ จะได้รับเงินชดเชยตามความคุ้มครองของแต่ละกรมธรรม์
5.มีรถสำรองให้ใช้ระหว่างรอซ่อม
ถ้าคุณมีประกันรถยนต์ชั้น 1 แล้วรถของคุณมีปัญหาต้องเข้าศูนย์ซ่อม ไม่ต้องกังวลว่าจะเดินทางลำบาก เพราะทางประกันมีรถสำรองไว้ให้ใช้ หรือหากไม่ต้องการจะรับเป็นข้อเสนออย่างอื่นก็ได้ เช่น ค่าน้ำมันรถหรือค่าเดินทางชดเชยค่ะ
หากไม่ทำประกันรถจะมีผลเสียอะไรบ้าง?
1.ไม่สามารถทำเรื่องผ่อนไฟแนนซ์ได้
หากต้องการที่จะผ่อนไฟแนนซ์กับบริษัทสินเชื่อ จำเป็นที่จะต้องทำประกันรถยนต์ให้คลอบคลุมตามระยะเวลาที่ผ่อน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุหรือการสูญหายของตัวรถ
2.หากเกิดอุบัติเหตุจ่ายค่าเสียหายเองทั้งหมด
เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล ที่นอกเหนือจากทางวงเงินคุ้มครองของพ.ร.บ.เราต้องเป็นผู้จ่ายเองทั้งหมด และในกรณีที่เราเป็นฝ่ายผิด เรายังต้องเสียค่าชดเชยให้แก่คู่กรณีอีก ซึ่งถ้าเราทำประกันรถไว้จะช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้พอสมควร
3.เสียเวลาดำเนินเอกสาร
เมื่อเกิดอุบัติเหตุนอกจากจะเสียทั้งเงินแล้วเรายังต้องเสียเวลาในการเดินเรื่องเอกสาร เจรจากับคู่กรณี และยังต้องเคลียกับประกันของคู่กรณีเองอีกซึ่งจะค่อนข้างยุ่งยากมากๆ
4.ภัยพิบัติที่คาดไม่ถึง
หากเกิดภัยพิบัติเช่น ไฟไหม้ น้ำท่วมจนรถพัง เราต้องจ่ายในส่วนค่าซ่อมเองเพราะไม่มีประกันคุ้มครองความเสี่ยงแถมยังไม่ได้อะไรชดเชยอีก
อย่าคิดว่าการทำประกันรถยนต์จะเป็นการเสียเงินทิ้งไปฟรีๆ เพราะถ้าหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ประกันจะช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายไปได้ค่อนข้างมาก หากเกิดอุบัติเหตุแล้วได้รับบาดเจ็บทางร่างกายประกันจะมีค่ารักษาพยาบาลให้อีกด้วย เพราะงั้นทำประกันรถยนต์ไว้ดีกว่าค่ะคุ้มครองรถยนต์และตัวคุณ ไม่ต้องกังวลเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ประกันรถสมัยนี้มีให้เลือกหลายแบบและราคาไม่แพงมาก ลองหาประกันที่เหมาะกับความต้องการดูนะคะ
เรื่องน่ารู้ขับรถทางไกล เตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
เมื่อขับรถทางไกล มีหลายสิ่งที่ผู้ขับควรรู้อยู่มากมาย เพราะการขับรถทางไกลนั้นต้องใส่ใจสุขภาพของผู้ขับและตรวจเช็กสภาพรถยนต์ก่อนออกเดินทาง วันนี้ทางไพศาลจะมาบอกวิธีเตรียมตัวและเรื่องน่ารู้ระหว่างขับรถทางไกลมาให้ทุกท่านได้อ่านกันค่ะ
ตรวจสอบสภาพรถยนต์และตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง
อันดับแรกเลยก่อนจะเดินทางไกล เราควรเช็กสภาพรถยนต์ก่อนออกเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฟ ระบบเบรก เครื่องยนต์และอื่นๆ เพื่อที่ระหว่างเดินทางจะได้ราบรื่น และควรตรวจสอบเส้นทางและสภาพจราจรของจุดหมายที่จะไปให้เรียบร้อย จะได้หาเส้นทางที่ใกล้และประหยัดเวลาในการเดินทาง
พักผ่อนร่างกายให้เพียงพอ
นอกจากจะเตรียมความพร้อมของเครื่องยนต์แล้ว สุขภาพของผู้ขับก็สำคัญไม่แพ้กัน ก่อนออกเดินทางผู้ขับควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและงดการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนออกเดินทาง เพื่อลดความเสี่ยงจากการมึนเมาและหลับในระหว่างขับขี่
จอดพักรถบ้าง
เมื่อขับรถทางไกลต่อเนื่องประมาณ 3-4 ชั่วโมง เราควรหาจุดจอดพักรถเพื่อให้เครื่องยนต์ได้พักระบายความร้อนบ้าง อีกทั้งผู้ขับจะได้ฟื้นฟูความเหนื่อยล้าสะสมจากการขับเป็นระยะเวลานาน ควรพักอย่างน้อย 30 นาที – 1 ชั่วโมง
จอดพักดับรถเลยได้ไหม?
ถือเป็นคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยกันว่า เมื่อขับรถทางไกลพอถึงจุดจอดดับเครื่องเลยได้ไหม ซึ่งจะแยกออกได้เป็น 2 กรณีตามประเภทเครื่องยนต์ คือ
1.รถเครื่องยนต์เบนซิน
เมื่อถึงจุดจอดพักรถสามารถดับเครื่องได้ทันที เพราะระบบเผาไหม้ของเครื่องยนต์เบนซินเป็นระบบการฉีดน้ำมันเข้าห้องเครื่องโดยตรง อีกทั้งระบบระบายความร้อนในเครื่องยนต์เบนซินนั้นระบายความร้อนได้ดีอยู่แล้ว
2.รถเครื่องยนต์ดีเซล
ไม่ควรดับเครื่องทันที เพราะเครื่องยนต์ดีเซลมีเทอร์โบเป็นส่วนประกอบ เทอร์โบจะทำหน้าที่อัดอากาศเข้าไปในห้องเผาไหม้เพื่อเพิ่มกำลังและแรงบิดให้มากขึ้น ซึ่งเทอร์โบจะสะสมความร้อนมากขึ้น ควรวอร์มเครื่องยนต์ไว้ประมาณ 5-10 นาที ให้เทอร์โบได้ระบายความร้อนออกมาเสียก่อน เพราะถ้าดับเครื่องทันที ระบบระบายความร้อนจะหยุดทำงานและเกิดความร้อนสะสมภายในเครื่องยนต์ อาจทำให้ภายในเสียหายหรือเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
ระหว่างจอดพักรถต้องเปิดฝากระโปรงรถไหม?
ไม่จำเป็นเพราะโดยทั่วไป ขณะที่รถยนต์กำลังวิ่งระบบระบาความร้อนภายในรถนั้นทำงานอยู่แล้วจึงไม่ได้ทำให้อุณภูมิในห้องเครื่องสูงมากนัก แต่ถ้าผู้ขับอยากเปิดเพื่อความสบายใจก็สามารถทำได้เช่นกัน
ต้องขับความเร็วเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม
หากเน้นการประหยัดน้ำมัน ควรขับด้วยความเร็วระหว่าง 60-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือใช้ความเร็วไม่เกินที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตามแค่ผู้ขับขี่ขับด้วยความเร็วคงที่ ไม่ขับสลับกับเร่งเครื่องยนต์ไปมา ก็จะช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้นพร้อมกับช่วยถนอมเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพได้อีกด้วย
6วิธีดูแลรถบรรทุกเพื่อยืดอายุการใช้งาน
1.ตรวจเช็กลมยาง
ควรเติมลมยางให้พอดีไม่มากหรือน้อยเกินไป เพราะหากลมยางน้อยเกินไป จะทำให้ยางเกิดอาการบวม อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับได้ เพราะงั้นควรสูบลมยางทั้งสองข้างให้เสมอกันและใช้แรงดันลมให้เหมาะกับยาง หากยางข้างใดข้างนึงข้างนึงอ่อนกว่าจะทำให้การรับน้ำหนักของด้านนั้นน้อยลง ส่งผลให้ยางเกิดอาการสึกหรอและอายุในการใช้งานก็จะน้อยลง
2.ตรวจเช็กและดูแลหม้อน้ำรถบรรทุก
เราควรตรวจสอบระดับน้ำ1-2ครั้งต่อสัปดาห์ หากตรวจเช็กแล้วพบว่าปริมาณน้ำลดลงควรเติมน้ำยาหล่อเย็นให้เต็ม หากสีของน้ำยาหล่อเย็นเปลี่ยนสีไปจากเดิม สีน้ำเริ่มเป็นสีสนิม ให้นำรถเข้าศูนย์บริการ หรืออู่เพื่อทำการเปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็น อีกทั้งเราควรตรวจสอบชิ้นส่วนของหม้อน้ำว่ามีสภาพพร้อมใช้งานมากน้อยแค่ไหนและควรเช็กว่าภายในหม้อน้ำมีสิ่งอุดตันไหม เพื่อไม่ให้เกิดการสึกหรอของหม้อน้ำ
3.เติมน้ำฉีดกระจกปัดน้ำฝนอยู่เสมอ
ควรเติมน้ำในกระจกปัดน้ำฝนให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อให้การขับรถบรรทุกมีความปลอดภัยไม่ให้สิ่งสกปรกมาบดบังการมองเห็นของผู้ขับ สามารถผสมน้ำยาล้างกระจกได้เล็กน้อยเพื่อเพิ่มความใสให้กระจกขณะที่ปัดน้ำฝนทำงาน
4.เช็กลมยางอะไหล่
เราควรมียางอะไหล่รถติดรถไว้ตลอดเวลาเผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพราะยางอะไหล่จะถูกเก็บไว้เพื่อรอการใช้งาน เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้งานขึ้นมายางอะไหล่จะต้องพร้อมอยู่เสมอ ดังนั้นเราควรตรวจเช็คยางอะไหล่อย่างน้อยเดือนละครั้ง
5.ตรวจเช็กระยะ
การนำรถบรรทุกไปตรวจเช็กระยะนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก เป็นการช่วยดูแลรถบรรทุกช่วยให้รถบรรทุก มีประสิทธิภาพและช่วยยืดอายุการใช้งานของรถบรรทุกได้อีกด้วยและยังช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดจากเครื่องยนต์ได้อีกด้วย
6.ตรวจเช็กน้ำมันเครื่อง
น้ำมันเครื่องคือส่วนสำคัญที่ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างราบรื่น การตรวจเช็คน้ำมันเครื่องรถบรรทุกนั้นควรหมั่นตรวจสอบ 2-3 สัปดาห์ โดยน้ำมันเครื่องจะเป็นของเหลวที่ช่วยในการบำรุงและหล่อเย็นให้เครื่องยนต์ไม่สึกหรอ โดยวิธีเช็กน้ำมันเครื่องนั้นไม่ยาก เพียงแค่ดึงก้านวัดออกมาดู แต่การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องต้องให้ทางศูนย์บริการเปลี่ยนให้เพื่อความปลอดภัย
ทำไมต้องหมั่นเช็กรถบรรทุกอยู่เป็นประจำ?
เพื่อเช็กความพร้อมของรถบรรทุกก่อนขับใช้งานและลดการสึกหรอของรถบรรทุกเพื่อยืดอายุการใช้งานของรถบรรทุกให้นานขึ้น
GPSคืออะไร มีประโยชน์อย่างไรบ้าง?
GPS คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง
GPS คืออะไร?
ระบบการค้นหาตำแหน่งทั่วโลก หรือที่เราเรียกกันว่า GPS (Global Positioning System) คือระบบการนำทางด้วยดาวเทียม ประกอบด้วยดาวเทียมอย่างน้อย 24 ดวง GPS สามารถปฏิบัติการได้ทุกพื้นที่ทั่วโลก และทุกสภาพอากาศตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน โดยปัจจุบัน GPS เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มากมายในชีวิตประจำวันของเรา มาดูกันว่าประโยชน์ของ GPS นั้นมีอะไรบ้าง
ประโยชน์ของ GPS มีอะไรบ้าง?
- ช่วยในการนำทางไปยังสถานที่ต่างๆ ข้อนี้ถือว่าหลายคนคงเคยใช้ GPS ในการนำทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพราะ GPS ช่วยให้เราสามารถระบุทิศทางการเดินทางได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราเดินทางไปยังสถานที่นัดหมายได้สะดวกยิ่งขึ้น
- วิเคราะห์สภาพอากาศ นอกเหนือจากการใช้ในการนำทางแล้ว GPS ยังช่วยทำให้เราสามารถวิเคราะห์และทำนายสภาพอากาศได้อย่างถูกต้อง โดยจะใช้ GPS เพื่อวัดความเร็วและทิศทางของลม เพื่อช่วยในการทำนายสภาพอากาศ
- ใช้ GPS ในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การติดตามตรวจสอบและความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม
- ใช้ในการค้นหาสิ่งของหรือบุคคล GPS จะช่วยให้เราสามารถติดตามตำแหน่งสิ่งของหรือบุคคลได้อย่างแม่นยำ ทำให้การค้นหาง่ายขึ้น
- ใช้งานในด้านสุขภาพและกีฬา เป็นตัวบอกความเร็วในการเดิน ระยะทาง ซึ่งนำไปใช้ร่วมกับการคำนวณแคลลอรี่ได้อีกด้วย
- การกำหนดจุดเพื่อบรรเทาสาธารณะภัย เช่น จุดอำนวยความสะดวก จุดปลอดภัยหรือจุดหลบภัยหรือชุดป้องกันที่ติดเครื่องส่งสัญญาณจีพีเอส
- วางแผนการใช้ที่ดิน โครงข่ายหมุดดาวเทียมของกรมที่ดิน
- ใช้ GPS เพื่อเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น ดูการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก
- ใช้ GPS เพื่ออ้างอิงการวัดเวลาที่แม่นยำ
- ใช้ GPS ในการคำนวณตำแหน่งที่ตั้งในด้านโทรคมนาคมและการจัดการพลังงาน
นอกจากการใช้GPSนำทางแล้ว GPSยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกมากมาย
ก่อนมีรถ1คัน มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
ก่อนมีรถ1คัน มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างไปดู
การซื้อรถยนต์เป็นทางเลือกที่จะทำให้เราเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น แต่หลายคนลืมคิดไปว่าการซื้อ 1 คัน นอกจากค่างวดรถแล้วยังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆตามาอีกเพียบ วันนี้ ไพศาลแคปปิตอลสรุปค่าใช้จ่ายแฝงของการมีรถมาให้คร่าวๆแล้ว มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง
1.เงินดาวน์
เป็นด่านแรกของการซื้อรถยนต์ คือเราต้องวางเงินดาวน์ประมาณ 20-40 เปอร์เซ็นต์ ของราคารถ หากวางเงินดาวน์น้อยอาจต้องมีคนค้ำ หากวางเงินดาวน์สูง ค่างวดที่จะต้องจ่ายต่อเดือนก็จะเบาลง
2.ค่างวดรถ
ค่างวดรถที่ต้องจ่ายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนเงินดาวน์ที่วางไว้ในตอนแรก ราคารถและดอกเบี้ย โดยเฉลี่ยแล้วต้องจ่ายเดือนละประมาณ 5,0000-15,000 บาท
3.ค่าบำรุงรักษา เช็กสภาพรถ
โดยปกติแล้วจะต้องมีการนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจสภาพรถ ทุกๆ 6 เดือน หรือ ทุกๆ10,000 กิโลเมตร โดยค่าใช้จ่ายหลักๆจะเป็นค่าเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ เปลี่ยนยาง และอื่นๆ มีค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 1,000-5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับสภาพรถในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย แต่ถ้าทางศูนย์มีบริการตรวจเช็คสภาพรถฟรี ก็จะช่วยประหยัดในส่วนนี้ไปได้ระยะหนึ่ง
4.ค่าน้ำมัน / แก๊ส
ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายแน่ๆอยู่แล้วในทุกๆเดือนถ้ามีการใช้รถ โดยเสียเฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 2,000-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทาง ในการใช้รถ
5.ค่าประกัน พ.ร.บ และภาษีรถยนต์
เป็นข้อบังคับที่ผู้ใช้รถทุกคนต้องมี ทั้งเรื่องของภาษีและพ.ร.บ. โดยค่าใช้จ่ายจะหนักไปที่ค่าประกันที่เสียเฉลี่ยต่อปี อยู่ที่ 15,000-25,000 บาท ขึ้นอยู่กับระดับความคุ้มครองของประกันที่เลือก
6.ค่าทางด่วน
หากต้องการประหยัดเวลาเดินทาง การใช้ทางด่วนเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์ แต่จะมีค่าบริการเริ่มต้นครั้งละ 50 บาท ค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ทางด่วนไปที่ไหน
7.ค่าอุปกรณ์เสริมต่างๆ
ส่วนใหญ่หลายคนหมดเงินไปกับค่าอุปกรณ์เสริมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟิล์มกรองแสง กล้องติดรถยนต์ ที่วางโทรศัพท์ หรือของจุกจิกอื่นๆที่ไว้ตกแต่งภายในรถ
8.ค่าล้างรถ
บางคนที่ไม่สะดวกล้างรถด้วยตัวเองเนื่องจากสถานที่ไม่อำนวย ทำให้ต้องไปใช้บริการคาร์แคร์ ค่าล้างรถจะเริ่มต้น 100-300 บาท แล้วแต่คาร์แคร์แต่ละที่
9.ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด เช่น ค่าปรับในกรณีที่ทำผิดกฎจราจร ค่าซ่อม และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ตามมาอีกมากมาย
เห็นค่าใช้จ่ายแฝงที่ตามมาแบบนี้แล้วใครที่กำลังจะออกรถใหม่ อย่าลืมเตรียมแผนรับมือค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วยนะคะ
ขับรถความเร็วเท่าไหร่ไม่โดนใบสั่ง
ขับรถความเร็วเท่าไหร่ไม่โดนใบสั่ง?
กฎหมายกำหนดความเร็วในการขับขี่ ควรขับไม่เกินเท่าไหร่ อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทที่กำหนด พ.ศ.2564 โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป ซึ่งได้จำแนกประเภทรถกับความเร็วที่ขับได้ โดยมีข้อกำหนดดังนี้
อัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทที่กฎหมายกำหนด
-รถแทรกเตอร์ รถบดถนน รถใช้งานเกษตรกรรม ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม.
-รถลากจูง รถยนต์สี่ล้อเล็ก รถยนต์สามล้อ ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม.
-รถโรงเรียนหรือรถรับส่งนักเรียน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.
-รถจักรยานยนต์ขนาด 400 CC ขึ้นไป ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม.
-รถบรรทุกคนโดยสารเกิน 15 คน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม.
-รถบรรทุกที่มีน้ำหนักรถเกิน 2,200 กิโลกรัม ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม.
-รถบรรทุกคนโดยสารเกิน 7 คนแต่ไม่เกิน 15 คน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม.
-รถยนต์หรือรถอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมานั้น ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม.
โดยจะมีการกำหนดความเร็วขั้นต่ำสำหรับการขับรถในช่องเดินรถทางขวาสุดของทางเดินรถในทางหลวง โดยจัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่ 2 ช่องทางขึ้นไป โดยให้รถยนต์ที่ขับในช่องทางเดินรถช่องขวาสุดใช้ความเร็วไม่ต่ำกว่า 100 กม./ชม.
อัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางพิเศษในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา เขตเทศบาลนคร เขตเทศบาลเมือง หรือเขตชุมชน และทางขนาน ที่กฎหมายกำหนด
-รถลากจูง รถสามล้อ รถยนต์ 4 ล้อเล็ก ใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม.
-รถโรงเรียนหรือรถรับส่งนักเรียน ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.
-รถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกิน 2,200 กิโลกรัม ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.
-รถบรรทุกคนโดยสารเกิน 15 คน ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.
-รถยนต์หรือรถอื่นๆนอกเหนือจากที่กล่าวมานั้น ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม.
ทั้งนี้ หากรถดังกล่าวอยู่ในช่องเดินรถช่องขวาสุด ต้องใช้ความเร็วไม่ต่ำกว่า 90 กม./ชม.
ในกรณีที่ช่องเดินรถนั้นมีข้อจำกัดด้านการจราจรหรือทัศนวิสัย หรือมีเครื่องหมายจราจรแสดงว่าเป็นเขตอันตรายหรือเขตให้ชะลอความเร็ว ให้เราลดความเร็วลงขณะขับขี่เพื่อความปลอดภัย และหากพบว่ามีเครื่องหมายจราจรกำหนดอัตราความเร็วต่ำกว่าอัตราที่กำหนดไว้ข้างต้น ให้ใช้ความเร็วไม่เกินที่เครื่องหมายกำหนด
อัตราโทษปรับ หากขับรถเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด
จะมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท โดยจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
ด้วยเหตุนี้การที่กำหนดความเร็วบนทางหลวงและทางพิเศษ เพื่อช่วยให้การขับขี่บนท้องถนนมีความปลอดภัยมากขึ้น มีโอกาสที่จะลดการเกิดอุบัติเหตุ แต่ทั้งนี้ ความปลอดภัยจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากผู้ขับขี่ไม่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดอาจก่อให้อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้
อยากเริ่มขับรถบรรทุกต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
ก่อนอื่นเลยหากอยากเริ่มขับบรรทุก ไม่ใช่ว่าใครจะขับกันได้ง่ายๆ ต้องมีใบอนุญาตก่อนถึงจะสามารถขับรถบรรทุกได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เอาล่ะ ถ้าอยากเริ่มขับรถบรรทุก ต้องทำอะไรบ้าง ไปดูกัน
1.ต้องมีใบอนุญาตในการขับขี่ส่วนบุคคล
หรือใบขับขี่มาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี จากนั้นต้องยื่นขอใบอนุญาตขับรถบรรทุกประเภท ท.2 หากสงสัยว่าใบขออนุญาตขับรถบรรทุก ประเภท ท.2 คืออะไร อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ :
2.สอบขอใบอนุญาตขับรถบรรทุกที่ใช้เพื่อการขนส่งทางบก
หลักสูตรสอนขับรถที่ใช้เพื่อการขนส่งทางบก รถบรรทุก 6 ล้อ 10 ล้อ เป็นเวลา 41 ชั่วโมง ประกอบด้วย
ภาคทฤษฎี ใช้เวลา 15 ชั่วโมง ประกอบด้วย
1.ความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.รถยนต์ ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก
2.ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแพ่งและอาญาที่เกี่ยวข้องกับผู้ขับรถ
3.ความรู้เกี่ยวกับรถและเครื่องยนต์และการบำรุงรักษารถบรรทุกและการแก้ไขข้อขัดข้องเบื้องต้น
4.ความรู้เกี่ยวกับหลักการขับรถอย่างปลอดภัยและการคาดการณ์
5.ความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ผู้ขับรถมนุษย์สัมพันธ์และมารยาทในการขับรถ
6.ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสินค้าและการขนส่งวัตถุอันตราย
ภาคปฏิบัติ ใช้เวลา 26 ชั่วโมง ประกอบด้วย
1.ทบทวนและทดสอบความสามารถการขับรถ
2.ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรถและพื้นฐานการขับรถที่ใช้เพื่อการขนส่งทางบกเบื้องต้น
3.การฝึกหัดขับรถตามท่าฝึกต่างๆ
4.การฝึกหัดขับรถนอกสถานที่ตามสภาพถนนจริง
หลักสูตรการสอนขับรถที่ใช้เพื่อการขนส่งทางบกจำนวน 30 ชั่วโมง (หลักสูตรนี้สำหรับผู้ที่มีใบอนุญาตขับรถยนต์แล้ว)
ภาคทฤษฎี ใช้เวลา 10 ชั่วโมง ประกอบด้วย
1.ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก
2.ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแพ่งและอาญาที่เกี่ยวข้องกับผู้ขับรถ
3.ความรู้เกี่ยวกับรถและเครื่องยนต์และการบำรุงรักษารถบรรทุกและการแก้ไขข้อขัดข้องเบื้องต้น
4.ความรู้เกี่ยวกับหลักการการขับรถอย่างปลอดภัยและการคาดการณ์
5.ความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ผู้ขับรถมนุษย์สัมพันธ์และมารยาทในการขับรถ
6.ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสินค้าและการขนส่งวัตถุอันตราย
ภาคปฏิบัติ ใช้เวลาในการเรียนการสอน 20 ชั่วโมง
1.ทบทวนทดสอบความสามารถในการขับรถ
2.ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรถและพื้นฐานการขับรถ
3.การฝึกซ้อมหัดขับรถตามท่าฝึกต่างๆ
4.การฝึกซ้อมหัดขับรถนอกสถานที่ตามสภาพถนนจริง
อีกทั้งคนขับรถบรรทุกยังต้องทราบถึงข้อจำกัดเวลาและเรื่องน้ำหนักรถบรรทุก และเรื่องอื่นๆอีกมากพอสมควร สามารถอ่านรายละเอียด “เรื่องที่ต้องรู้ก่อนขับรถบรรทุก”
เพิ่มเติมได้ที่ : https://www.paisancapital.com/public/th/article/test8
รถบรรทุกห้ามวิ่งเวลาไหนบ้าง?
เพราะการจราจรในพื้นที่ของในกรุงเทพฯนั้น การจราจร ค่อนข้างติดขัดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเวลาเร่งด่วนช่วงเช้าและช่วงเย็น จึงมีกฎหมายกำหนดเวลาห้ามรถบรรทุกวิ่งเข้าพื้นที่กรุงเทพชั้นในเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดดังนี้
กรณีวิ่งพื้นที่ราบ
1.ห้ามรถบรรทุกก๊าซ วัตถุไวไฟ ตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป และรถพ่วงเดินรถในเขตกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ เวลา 06.00-22.00 น. ทุกวัน เว้นวันอาทิตย์
2.รถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป ห้ามวิ่งเวลา 06.00-09.00น. และ 16.00-20.00น. เว้นวันหยุดราชการ
3.รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป ห้ามวิ่งเวลา 06.00-10.00น. และ 15.00-21.00น. เว้นวันหยุดราชการ
4.ห้ามรถบรรทุกอื่น เช่น บรรทุกซุง เสาเข็ม เดินรถเวลา 06.00-21.00น.
กรณีวิ่งบนทางด่วน
1.รถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป ห้ามวิ่งเวลา 06.00-09.00น. และ 16.00-20.00น.
2.รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป ห้ามวิ่งเวลา 06.00-9.00น. และ 15.00-21.00น.
3.รถบรรทุกสารเคมี ห้ามวิ่งเวลา 06.00-10.00น. และ 15.00-22.00น.
ทั้งนี้รถกะบะที่บรรทุกน้ำหนักไม่เกิน 1,600 กก. สามารถวิ่งในเขตกรุงเทพฯได้ไม่ติดเวลา ส่วนรถบรรทุกที่มีท้ายยาว 2.50 เมตร วัดความสูงจากพื้น 3 เมตร ส่วนหน้าห้ามเลยหัวเก๋ง แต่ในข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ว่าด้วย ห้ามเดินรถบรรทุกขนาดใหญ่ในเขตพื้นที่ 113 ตร.กม.ระหว่างเวลา 06.00-21.00น. เว้นวันหยุดราชการ
