ประกันชีวิตแบบไหนเหมาะกับคุณ?
ก่อนอื่นเลยประกันชีวิตมีมากมายหลายประเภท แล้วประกันชีวิตแบบไหนล่ะ? ที่เหมาะกับคุณ วันนี้ทางไพศาลแคปปิตอลจะมาสรุปให้ทุกท่านว่าประกันชีวิตมีแบบไหนบ้าง
1.ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance)
เป็นประกันชีวิตที่คุ้มครองภายในระยะเวลาที่กำหนด เป็นการจ่ายเบี้ยประกันเพียงครั้งเดียว หรือเรียกอีกอย่างว่า เบี้ยจ่ายทิ้ง สมมติว่าเราต้องการความคุ้มครอง 500,000บาท ในระยะเวลา2ปี เราก็จ่ายเบี้ยประกันครั้งเดียว หากเราเสียชีวิตภายในระยะเวลานั้น ทางประกันจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ที่ท่านระบุไว้ แต่ถ้าพ้นกำหนดระยะเวลาการคุ้มครองไปแล้วแต่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ทำประกันจะไม่ได้รับเงินชดเชย เพราะประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลาให้ความคุ้มครองจากการเสียชีวิตเพียงอย่างเดียว ประกันแบบนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการทุนประกันสูงและต้องการจ่ายดอกเบี้ยต่ำ
2.ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)
เป็นประกันที่จะให้เราจ่ายเบี้ยประกันไปซักระยะนึงก่อน เช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี แต่จะให้ความคุ้มครองตลอดชีพ จนถึงอายุ85-99 ปี แล้วแต่เงื่อนไขของประกันแต่ละที่ หากผู้ทำประกันมีชีวิตอยู่จนครบสัญญาก็จะได้เงินประกันไป แต่หากผู้ทำประกันเสียชีวิต ผู้รับผลประโยชน์จะได้รับเงินประกันไปแทน เหมาะสำหรับผู้ที่อยากบริหารความเสี่ยง ไม่อยากเสียเบี้ยประกันไปเฉยๆ ที่ต้องการความคุ้มครองเป็นระยะยาว ถือว่าประกันชีวิตแบบตลอดชีพเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะระยะเวลาในการคุ้มครองยาวเท่าชีวิตเราเลย
3.ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)
ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์น่าจะเป็นประกันชีวิตที่ได้รับความนิยมมากที่สุด อาจเป็นเพราะเป็นประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยประกันแล้วจะได้รับเงินคืนมากกว่าเบี้ยที่จ่ายไป โดยทั่วไปประกันแบบนี้จะกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องจ่ายเบี้ยปีละเท่าไหร่ ต้องจ่ายทั้งหมดกี่ปีและจะได้รับผลอบแทนคืนช่วงไหนบ้าง เหมาะกับผู้ที่ต้องการเก็บเงินระยะยาวควบคู่ไปกับการมีความคุ้มครอง
4.ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity Insurance)
เป็นการคุ้มครองรายได้หลังเกษียณเป็นหลัก โดยบริษัทประกันชีวิตจะเริ่มจ่ายเงินคืนตามกรมธรรม์ให้เมื่อครบอายุ55ปีหรือ60ปี ระยะเวลาในการจ่ายเงินบำนาญขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในกรมธรรม์ที่กำหนดไว้ เหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตและเงินสะสมไว้ใช้จ่ายยามชราแต่จะให้ความคุ้มครองน้อย
5.ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Unit Linked Insurance)
เป็นประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิต และเปิดให้ผู้เอาประกันเลือกที่จะรับผลตอบแทนจากการทำประกันที่มากขึ้น โดยการนำเบี้ยประกันที่จ่ายไปลงทุนในกองทุนรวมเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น
เหมาะกับผู้ที่มีความเข้าใจในการลงทุนที่ต้องการมีทุนประกันชีวิตและพร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนด้วย
รู้หรือไม่? ภาษีรถยนต์คืออะไร?
ทุกคนรู้หรือไม่? ว่าภาษีรถยนต์คืออะไร ? วันนี้ไพศาลแคปปิตอลมีคำตอบมาให้ค่ะ
1. ภาษีรถยนต์คืออะไร
ภาษีรถยนต์ คือ ป้ายกระดาษสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ผู้มีรถทุกคนต้องจ่ายภาษีรถตามที่กฎหมายบังคับ ซึ่งภาษีที่เราจ่ายไปทางหน่วยงานภาครัฐจะนำไปพัฒนาระบบคมนาคมให้ดียิ่งขึ้น หากปล่อยให้ขาดอาจทำให้ถูกปรับและเสียเวลาในการดำเนินการต่ออีกด้วย
2.พ.ร.บ.กับภาษีรถเหมือนกันไหม?
พ.ร.บ.กับภาษีรถ ไม่เหมือนกัน โดยพ.ร.บ.คือการทำประกันภัยภาคบังคับ เพื่อคุ้มครองในกรณที่เกิดอุบัติเหตุทางรถ ในขณะที่ภาษีรถยนต์ คือ การต่อทะเบียนรถประจำปี โดยภาษีที่จ่ายไปจะนำไปพัฒนาระบบคมนาคมให้ดียิ่งขึ้น หลายคนมักเข้าใจผิดว่าพ.ร.บ.กับภาษีเป็นเรื่องเดียวกันเพราะทั้งสองต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพราะถ้าหากเราไม่ต่อพ.ร.บ.ก็จะไม่สามารถต่อภาษีรถยนต์ได้นั่นเอง
3.ภาษีขาดแต่ พ.ร.บ.ไม่ขาด จะส่งผลอย่างไร?
จริงๆแล้วการต่อภาษีหรือต่อทะเบียนรถ สามารถทำล่วงหน้าได้ก่อนที่ทะเบียนจะขาดหรือหมดอายุได้ไม่เกิน 3 เดือน หรือต่อทะเบียนออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์กรมขนส่งทางบก หากต่อภาษีล่าช้า จะต้องเสียค่าปรับ 1% ของภาษีรถยนต์ต่อเดือน หากไม่ได้ต่อทะเบียนรถนานเกิน 3 ปี จะมีจดหมายจากกรมขนส่งส่งมาตามที่อยู่เจ้าของรถและเลขทะเบียนนั้นจะถูกระงับ หากเราจะนำรถมาใช้ต้องไปยื่นขอจดทะเบียนใหม่ รวมไปถึงต้องชำระภาษีรถยนต์ย้อนหลังสูงสุด 3 ปี อีกด้วย
4.พ.ร.บ. ไม่ขาดแต่ภาษีขาด หากเกิดอุบัติเหตุ จะได้รับความคุ้มครองไหม?
ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจะยึดเอาพ.ร.บ.หรือประกันเป็นหลัก หากประสบอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆก็ไม่ต้องกังวลเพราะเราจะได้รับความคุ้มครองจากพ.ร.บ.ค่ะ
4.ต่อภาษีรถยนต์ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?
- เล่มทะเบียนรถหรือสำเนาทะเบียนรถ
- พ.ร.บ.
- ใบตรวจสภาพรถยนต์ (สำหรับรถที่อายุเกิน 7 ปี)
- เอกสารรับรองการติดแก๊ส (สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบแก๊ส)
5 วิธีดูแลยางรถเพื่อยืดอายุการใช้งาน
วันนี้ทางไพศาลแคปปิตอลมีเคล็ดลับ 5 วิธี ดูแลยางรถ เพื่อยืดอายุการใช้งานยางให้นานขึ้นมาให้ค่ะ
1.เลือกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน
เพื่อยืดอายุการใช้งานของยางให้ได้นานที่สุด ควรเลือกยางรถให้เหมาะสมกับการใช้งาน หากต้องไปในสถานที่ขรุขระ หรือใช้งานหนัก อาจจะต้องเลือกยางให้เหมาะสมแก่การใช้งาน โดยสามารถสอบถามหรือปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านยางรถได้เลยค่ะ
2.เช็คระดับลมยางให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด
ล้อยางรถแต่ละรุ่นมีขนาดและการใช้งานที่ต่างกัน ทำให้ปริมาณลมยางล้อของรถแต่ละคันนั้นแตกต่างกันไปออก เราควรศึกษาข้อมูลหรือสอบถามช่างจากศูนย์ว่าควรเติมลมยางในปริมาณเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่ารถเรานั้นควรต้องใช้ระดับลมยางประมาณไหน ควรหมั่นตรวจเช็กความดันลมยางเป็นประจำในทุกๆ 2-4 สัปดาห์ หรือเดือนละครั้ง เพราะระดับความดันลมยางที่ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยให้ยืดอายุการใช้งานยางรถยนต์ได้ยาวนานกว่าปกติ
3.สลับยาง
บางคนอาจสงสัยว่าทำไม ต้องสลับยาง? เพราะยางจะเสื่อมสภาพไปตามการขับของเรา แต่ยางหน้ารถนั้นจะได้รับแรงจากการใช้งานมากที่สุด ทำให้ยางล้อหน้าจะสึกเร็วกว่าล้อหลัง ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้สลับตำแหน่งยางอยู่บ่อยๆจะช่วยให้ยางสึกเท่ากันและดอกยางจะมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น หากคุณเข้าใจว่าการสลับยางมีวิธีทำอย่างไรก็สามารถทำได้ด้วยตัวเองหรือจะให้ช่างมืออาชีพดำเนินการแทนก็ได้
4.ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ
การตั้งศูนย์ถ่วงล้อสำคัญต่อการขับขี่รถเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยสร้างความสมดุลให้แก่ล้อ ถ้าศูนย์ถ่วงล้อไม่สมดุลกันอาจทำให้องศาล้อเบี้ยวไปจากเดิม อาจทำให้ล้อสั่นและยางอาจสึกหรอเร็วขึ้น นอกจากนี้จะทำให้ควบคุมรถได้ยากขึ้น อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นการตั้งศูนย์จะเป็นสิ่งที่มาช่วยในการสร้างสมดุลและทำให้การขับรถของคุณนุ่มนวลขึ้นด้วย
5.เช็กดอกยาง
ดอกยางรถมีไว้เพื่อยึดเกาะถนนและรีดน้ำขณะขับรถเมื่อถนนเปียก เพื่อให้หน้ายางนั้นสัมผัสกับพื้นถนนทำให้สามารถเดินทางได้ปลอดภัยและรถไม่ลื่นจนออกนอกถนน โดยหน้ายางยังทำหน้าที่กระจายแรงทั้งหมดไปยังทิศทางต่างๆ ดอกยางจะเสื่อมสภาพลงจากการใช้งาน เราจึงควรสังเกตและตรวจเช็คยางเป็นประจำทุกปี
ประกาศ บริษัท ไพศาลแคปปิตอล จำกัด
ประกาศ
บริษัท ไพศาลแคปปิตอล จำกัด ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุก บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
บริการประกันคุ้มครองสินเชื่อและประกันภัย ขอแจ้งผู้มีอุปการะคุณทุกท่านว่าทางบริษัท ฯ ไม่มีนโยบายให้ทางลูกค้า
ที่มาใช้บริการต่างๆ ชำระค่าสินค้ารวมถึง ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมต่างๆ ของบริษัทฯ ผ่านบัญชีธนาคารทั้งที่
เป็นของส่วนตัวหรือบัญชีธนาคารที่เป็นของญาติพนักงาน บริษัท ไพศาล แคปปิตอล ทุกกรณี
ทั้งนี้ ทางพนักงานท่านใดมีการแนะนำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการของ บริษัท ไพศาลแคปปิตอล จำกัด
ชำระสินค้าและบริการหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ผ่านบัญชีธนาคารทั้งที่เป็นของส่วนตัวหรือบัญชีธนาคาร
ที่เป็นของญาติพนักงาน ถือเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ทางบริษัทจะดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาด
โดยการไล่ออก ไม่มีการจ่ายค่าชดเชย และสิทธิประโยชน์ใดๆ อีกทั้งจะดำเนินการทางกฎหมาย
ทั้งทางแพ่งและอาญาให้ถึงที่สุด
จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
หากมีข้อสงสัย โปรดติดต่อสอบถาม ได้ที่ 02-158-7788
แนบประกาศ
สินเชื่อรถบรรทุกคืออะไร?
สินเชื่อรถบรรทุก คืออะไร?
เป็นสินเชื่อที่เจ้าของรถบรรทุกนำรถบรรทุกมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อแลกเอาเงินก้อน โดยมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ สินเชื่อรถบรรทุกไม่แตกต่างจากสินเชื่อประเภทอื่นๆเท่าไหร่นัก เพียงแต่หลักทรัพย์มีมูลค่าสูง สถาบันการเงินจึงสามารถปล่อยวงเงินที่สูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่นได้ ทำให้สินเชื่อรถบรรทุกค่อนข้างได้รับความนิยมเพราะได้ยอดเงินที่สูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ
จุดเด่นของสินเชื่อรถบรรทุก
- วงเงินสูง สามารถกู้ได้ตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้าน ตามมูลค่าของรถบรรทุกที่นำมาค้ำประกัน
- ได้รับเงินก้อนใหญ่ทันทีที่เอกสารผ่านการอนุมัติ
- เมื่อกู้ผ่านแล้ว สามารถนำรถบรรทุกขับวิ่งงานต่อได้ตามปกติ ไม่ต้องนำมาจอดทิ้งไว้
- ผ่อนได้นานสูงสุด 60 เดือน สามารถเลือกผ่อนชำระคืนได้เป็นระยะเวลานานหลายปี โดยเงื่อนไขขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท
ทำไมต้องขอสินเชื่อรถบรรทุกกับไพศาลแคปปิตอล ?
เพราะที่ไพศาลแคปปิตอล ให้บริการแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการจัดไฟแนนซ์ ย้ายไฟแนนซ์ รีไฟแนนซ์ และบริการสินเชื่อรถบรรทุก6ล้อ10ล้อทุกชนิด ทางเราอนุมัติไว เอกสารในการออกรถไม่ยุ่งยาก ไม่เช็คเครดิตบูโร ติดแบล็คลิสบูโร ก็กู้ได้ ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.66% ผ่อน ได้นานสูงสุดถึง 60 เดือน
อาชีพไหนขอสินเชื่อรถบรรทุกได้บ้าง?
ในยุคที่การขนส่งรถบรรทุกมีการแข่งขันกันสูงขึ้นแบบนี้ อาจทำให้ผู้ประกอบการหลายคนประสบภาวะวิกฤตทางการเงิน ธุรกิจติดขัดหมุนเงินลงทุนไม่ทัน ค่างวดที่ค้างจ่าย รวมไปถึงค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่เริ่มติดขัดไม่พอใช้ ที่อาจจะทำให้ธุรกิจของคุณต้องชะงัก! ทางไพศาลแคปปิตอลเราขอแนะนำทางเลือกที่น่าสนใจอย่างการขอสินเชื่อรถบรรทุก ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณได้ไปต่อ
สินเชื่อรถบรรทุก คืออะไร?
เป็นสินเชื่อที่ผู้เป็นเจ้าของรถบรรทุกเงินนำรถบรรทุกมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อแลกเป็นเงินก้อนมาต่อยอดธุรกิจของท่าน
จุดเด่นของสินเชื่อรถบรรทุก
ด้วยความที่รถคันใหญ่อย่างรถบรรทุกมีมูลค่าสูงกว่ารถประเภทอื่น และแน่นอนว่าหากนำมายื่นขอสินเชื่อ ย่อมได้วงเงินที่สูงมากเช่นกัน ทำให้สินเชื่อรถบรรทุกเป็นแหล่งกู้เงินก้อนที่ได้รับความนิยม
ทำไมต้องขอสินเชื่อรถบรรทุกกับไพศาลแคปปิตอล ?
เพราะที่ไพศาลแคปปิตอล ให้บริการแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการจัดไฟแนนซ์ ย้ายไฟแนนซ์ รีไฟแนนซ์ และบริการสินเชื่อรถบรรทุก6ล้อ10ล้อทุกชนิด ทางเราอนุมัติไว เอกสารไม่ยุ่งยาก
ไม่เช็คเครดิตบูโร ติดแบล็คลิสบูโร ก็กู้ได้ ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.66% ผ่อน ได้นานสูงสุดถึง 60 เดือน
อาชีพไหนที่สามารถขอสินเชื่อรถบรรทุกได้บ้าง?
หลายคนเกิดคำถามว่าหากไม่ใช่เจ้าของกิจการจะสามารถขอสินเชื่อรถบรรทุกได้ไหม และอาชีพไหนที่สามารถขอสินเชื่อรถบรรทุกกับทางไพศาลแคปปิตอลได้บ้าง ?
มาดูกันเลย!
อาชีพ เกษตรกร รับจ้าง ค้าขาย สามารถขอสินเชื่อกับทางไพศาลแคปปิตอลได้
เอกสารที่ต้องใช้ในการขอสินเชื่อ
1.สำเนาบัตรประชาชน
2.สำเนาทะเบียนบ้าน
3.เอกสารแสดงรายได้
4.เอกสารสิทธิ์ในการครอบครองที่ดิน (ถ้ามี)
การเงินสะดุดไปต่อไม่ไหวรีไฟแนนซ์หรือปล่อยยึดดี?
ในบางครั้งผู้ประกอบการบางคนประสบปัญหาวิกฤตทางการเงินติดขัด ธุรกิจไปต่อไม่ได้ ต้องการเงินก้อนมาหมุนเวียนธุรกิจ ผู้ประกอบการบางท่านอาจคิดที่จะขายรถไปก่อนเพื่อนำเงินก้อนมาใช้และตัดค่าใช้จ่ายเรื่องค่างวดรถออกไป บางท่านอาจอยากที่จะรีไฟแนนซ์แต่มีข้อมูลไม่มากพอ วันนี้ทางไพศาลแคปปิตอลมีข้อแนะนำมาให้สำหรับผู้ที่ยังลังเลระหว่างปล่อยยึดกับรีไฟแนนซ์มาให้ค่ะ
รีไฟแนนซ์ คืออะไร?
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินหรือรู้จักคำว่ารีไฟแนนซ์ (Refinance) กันมาบ้าง ซึ่งการรีไฟแนนซ์คือการขอสินเชื่อก้อนใหม่มาโปะหนี้ก้อนเดิม โดยจะได้รับอัตราดอกเบี้ยและอัตราการผ่อนในแต่ละงวดถูกลง ทำให้มีเงินส่วนต่างจากรายจ่ายที่ลดลง สามารถนำไปหมุนเวียนใช้จ่ายหรือหมุนเวียนในธุรกิจต่อได้
รีไฟแนนซ์ Vs ขายรถบรรทุกแบบไหนดีกว่ากัน
เมื่อถึงช่วงวิกฤตไม่สามารถไปต่อได้ อาจทำให้เราเกิดคำถามกับตัวเองว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้? จะขายรถไปเลยดีไหมจะได้ไม่ต้องมีภาระในการผ่อน หรือจะรีไฟแนนซ์แล้วผ่อนต่อดี
ทางไพศาลจะยกตัวอย่างข้อดีและข้อเสียของการขายและรีไฟแนนซ์ มาให้คร่าวๆเพื่อประกอบการตัดสินใจกันค่ะ
ข้อดีของการขายรถบรรทุก
- ได้เงินก้อนใหญ่
- ไม่ต้องมีภาระในการผ่อนรถอีกต่อไป
ข้อเสียของการขายรถบรรทุก
ไม่มีรถบรรทุกไว้ใช้ในการประกอบอาชีพเสริมต่าง ๆ ทำให้รับงานต่างๆได้ยากขึ้น
ข้อดีของการรีไฟแนนซ์
- สามารถนำรถบรรทุกไปวิ่งงานต่อได้ โดยไม่ต้องนำรถมาจอดไว้
- อัตราดอกเบี้ยถูกลง
- มีเงินส่วนต่างเหลือใช้จากการโปะหนี้จากสถาบันการเงินเก่า ไว้ใช้จ่าย
-สามารถเลือกระยะเวลาการผ่อนได้ เพื่อให้ชำระค่างวดต่อเดือนน้อยลงกว่าเดิม
ข้อเสียของการรีไฟแนนซ์
- เตรียมเอกสารในการรีไฟแนนซ์ค่อนข้างเยอะ
- อาจมีค่าธรรมเนียมในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น
- ระยะเวลาในการผ่อนนานขึ้น ปิดยอดได้ช้าลง
หากท่านใดกำลังสนใจที่จะรีไฟแนนซ์รถบรรทุกหรือมีความต้องการที่อยากจะย้ายจากไฟแนนซ์ที่เดิมมายังที่ใหม่ สามารถเลือกใช้บริการรีไฟแนนซ์กับไพศาลแคปปิตอล เพราะเราให้บริการแบบครบวงจร
ไม่ว่าจะเป็น การจัดไฟแนนซ์ รีไฟแนนซ์ หรือ ย้ายไฟแนนซ์ ทางไพศาลแคปปิตอลมีพนักงานคอยแนะนำข้อมูลให้แก่ลูกค้าทุกท่าน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 092-9217999 หรือ LINE @Paisancapital
เรื่องที่ต้องรู้ก่อนขับรถบรรทุก
ต้องมีใบขับขี่ประเภท 2
โดยปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นการขับชนิดใดก็ตาม จำเป็นที่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่ตามกฎหมาย รถบรรทุกเองก็เช่นกัน โดยรถบรรทุกนั้นจะแบ่งใบขับขี่เป็น2ประเภท ดังนี้
1.ใบขับขี่ประเภท 2 บ.2 คือ ใบอนุญาตขับประเภทส่วนบุคคล เป็นการอนุญาตให้สามารถขับขี่เพื่อขนส่งส่วนบุคคลได้
เช่น รถบัส,รถบรรทุก6ล้อ และรถบรรทุก 10ล้อ เป็นต้น (ป้ายทะเบียนขาว)
2.ใบขับขี่ประเภท 2 ท.2 คือ ใบอนุญาตขับขี่เพื่อขนส่งได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นใช้สำหรับขนส่งเพื่อใช้ในธุรกิจส่วนตัว พานิชย์ ใช้ขนส่งเพื่อรับจ้าง หรือประกอบธุรกิจขนส่ง
เช่น รถบรรทุกสาธารณะ,รสบัส,รถบรรทุก 6-10 ล้อ (ป้ายทะเบียนสีเหลือง)
ต้องรู้เรื่องข้อจำกัดทางเวลาและพื้นที่ห้ามวิ่ง
วิ่งบนทางราบ
- ห้ามรถบรรทุกก๊าซ วัตถุไวไฟ ตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป และรถพ่วง เดินรถในเขตกรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. ทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์
- รถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป ห้ามวิ่งในเวลา 06.00-09.00 น. และ เวลา 16.00-20.00 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ
- รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป ห้ามวิ่งในเวลา 06.00-10.00 น. และ เวลา 15.00-21.00 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ
- ห้ามรถบรรทุกอื่น เช่น บรรทุกซุง เสาเข็ม เดินรถ เวลา 06.00-21.00 น.
วิ่งบนทางด่วน
- รถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป ห้ามวิ่งเวลา 06.00-09.00 น. และ 16.00-20.00 น.
- รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป ห้ามวิ่งเวลา 06.00-09.00 น. และ 15.00-21.00 น.
- รถบรรทุกสารเคมี ห้ามวิ่งเวลา 06.00-10.00 น. และ 15.00-22.00 น.
ต้องมีความรู้เรื่องน้ำหนักรถบรรทุก
โดยน้ำหนักรถบรรทุกที่ถูกต้องตามกฎหมายกำหนดนั้น แบ่งแยกเป็นประเภทได้ดังนี้
- รถบรรทุกขนาด 4 ล้อ ต้องบรรทุกไม่เกิน 9.5 ตัน
- รถบรรทุกขนาด 6 ล้อ ต้องบรรทุกไม่เกิน 15 ตัน
- รถบรรทุกขนาด 10 ล้อ ต้องบรรทุกไม่เกิน 25 ตัน
- รถพ่วง 6 เพลา 22 ล้อ ต้องบรรทุกไม่เกิน 50.5 ตัน
รถบรรทุกต้องมีผ้าคลุมแน่นหนาและอุปกรณ์ล็อคเพื่อความปลอดภัย
ต้องใช้ผ้าใบสีทึบในการคลุม และต้องยึดติดกับตัวรถเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งของรั่วไหล ตกหล่น จนก่อให้เกิดอันตรายแก่เพื่อร่วมทางได้ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก
โดยมีโทษปรับสูงสุดอยู่ที่ 50,000 บาท และนายทะเบียนอาจพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต ส่วนคนขับมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และหากเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ผู้ประกอบการจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกด้วย
ต้องติดตั้งและเปิดGPSตลอดเวลา
จากประกาศกรมการขนส่งทางบก GPS กำหนดให้รถบรรทุกวัตถุอันตราย รถโดยสารสาธารณะ รถโดยสารสองชั้น และ รถบรรทุกขนาดใหญ่ (10ล้อขึ้นไป) ต้องติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ (GPS Tracker) พร้อมด้วยเครื่องรูดใบขับขี่ (RFID Magnetic Card Reader) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับศูนย์บริหารจัดการเดินรถของกรมการขนส่งทางบก โดยจัดเก็บข้อมูลรถทุก 1 นาที เป็นข้อมูลการใช้ความเร็ว, ชั่วโมงการขับขี่ และตำแหน่งพิกัดของรถ ที่สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการขนส่งติดตามพฤติกรรมของผู้ขับรถได้แบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันและลดการเกิดอุบัติเหตุ หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ติดตั้งหรือไม่ดูแลรักษาเครื่องGPS ให้ส่งสัญญาณได้ตามปกติ ถือว่ามีโทษ ปรับตั้งแต่ 1,000-5,000 บาท และจะไม่สามารถต่อทะเบียนรถคันดังกล่าวได้
